เราสร้างบทเรียนการออกเสียงให้คู่ภาษา 31 คู่ และมีรูปแบบหนึ่งที่เห็นซ้ำแทบทุกครั้งกับผู้เรียนคนไทย: คนที่เริ่มเรียนภาษาเยอรมันเบื้องต้น แทบไม่มีใครติดที่ "รูปตัวอักษร" เลย
เหตุผลง่ายมาก — เราอ่านอักษรละตินเป็นมาตั้งแต่เรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียน ผู้เรียนจากประเทศที่ใช้อักษรไทย อาหรับ หรือจีนล้วน ๆ ต้องเสียเวลาเป็นเดือนกับขั้นนี้ แต่คนไทยส่วนใหญ่ข้ามไปได้เลย
ปัญหาอยู่ที่ ชื่อ ของตัวอักษร ไม่ใช่รูปของมัน และการ "รู้มาผิด" จากภาษาอังกฤษ แย่กว่าการไม่รู้เลย
กับดักใหญ่ที่สุด: ชื่อสระขยับไปทั้งแถว
ในภาษาอังกฤษ E อ่านว่า "อี" และ I อ่านว่า "อาย"
ในภาษาเยอรมัน ชื่อของสระ เลื่อนไปทั้งแถว: I = [iː] คือ "อี" (ตรงกับชื่อตัว E ที่คุณท่องมาจากภาษาอังกฤษ) ส่วน E = [eː] คือ "เอ" ซึ่งไปชนกับชื่อตัว A ของภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ "อาย" อย่างที่อาจเดา
นี่ไม่ใช่รายละเอียดเล็ก ๆ ลองนึกภาพคุณสะกดอีเมลให้เจ้าหน้าที่ปลายสายที่เยอรมนี คุณพูด "อี" เพราะในหัวคุณคือตัว E — แต่ปลายสายพิมพ์ I ลงไป แล้วคุณก็ไม่ได้รับอีเมลตอบกลับ และไม่มีใครรู้ว่าทำไม
26 ตัว พร้อมเสียงไทยใกล้เคียง
| ตัวอักษร | ชื่อในภาษาเยอรมัน | เสียงไทยใกล้เคียง |
|---|---|---|
| A | [aː] | อา |
| B | [beː] | เบ |
| C | [tseː] | เซ (ดูหมายเหตุ) |
| D | [deː] | เด |
| E | [eː] | เอ |
| F | [ɛf] | เอฟ |
| G | [geː] | เก (ต้องก้อง) |
| H | [haː] | ฮา |
| I | [iː] | อี |
| J | [jɔt] | ยอท |
| K | [kaː] | คา |
| L | [ɛl] | เอล |
| M | [ɛm] | เอ็ม |
| N | [ɛn] | เอ็น |
| O | [oː] | โอ |
| P | [peː] | เพ |
| Q | [kuː] | คู |
| R | [ɛʁ] | แอร์ |
| S | [ɛs] | เอส |
| T | [teː] | เท |
| U | [uː] | อู |
| V | [faʊ] | เฟา |
| W | [veː] | เว |
| X | [ɪks] | อิคส์ |
| Y | [ˈʏpsilɔn] | อึพซิลอน |
| Z | [tsɛt] | เซ็ท |
หมายเหตุเรื่อง C กับ Z: เสียง [ts] คือ ต กับ ซ ติดกันสนิท (เป็น ต ที่ไม่พ่นลม ไม่ใช่ ท) ภาษาไทยไม่มีพยัญชนะควบแบบนี้ เราจึงมักตัดเหลือแค่ "ซ" ฝึกโดยพูดคำว่า "รถซิ่ง" แล้วค่อย ๆ ลบสระออกจนเหลือ [ts] ล้วน
หมายเหตุสำคัญเรื่องช่องขวาสุด: คอลัมน์ "เสียงไทยใกล้เคียง" เขียนด้วยอักษรไทยไว้ช่วยจำเท่านั้น ตัวสะกดในช่องนั้นต้องออกเสียงแบบเยอรมัน ห้ามให้กฎตัวสะกดไทยมาแปลงทิ้ง เพราะพออ่านด้วยรีเฟล็กซ์ไทย ฟ จะกลายเป็น บ, ล จะกลายเป็น น, ส จะกลายเป็น ด และตัวที่มีการันต์จะถูกฆ่าหายไปเลย สี่ตัวที่โดนเต็ม ๆ คือ
F"เอฟ" ต้องจบด้วยลมเสียดแทรก [f] ไม่ใช่ "เอบ" (กฎเดียวกับที่ทำให้ golf กลายเป็น "กอบ")L"เอล" ต้องจบด้วย [l] ที่ปลายลิ้นแตะปุ่มเหงือกค้างไว้ ไม่ใช่ "เอน" (กฎเดียวกับที่ทำให้ email กลายเป็น "อีเมน")S"เอส" ต้องจบด้วยเสียง [s] ที่ลากได้ ไม่ใช่ "เอด"X"อิคส์" ต้องได้ยิน [ks] ครบสองเสียง ไม่ใช่ "อิก" — การันต์ในที่นี้เป็นแค่การประนีประนอมของการเขียน ไม่ใช่คำสั่งให้เงียบ
นี่คือด่านเดียวกับหัวข้อ "ตัวสะกดที่ต้องปล่อยลมออกมา" ในบทความการออกเสียงภาษาเยอรมันสำหรับคนไทย — และมันมาเจอคุณตั้งแต่ตาราง ABC แล้ว
สี่ตัวอักษรที่ภาษาอังกฤษไม่มี
ä — ชื่อเรียกว่า A-Umlaut เสียง [ɛː] เหมือน "แอ" ยาว ๆ ใน Mädchen, später ตัวนี้คนไทยทำได้สบาย เพราะเรามีสระ แอ อยู่แล้ว
ö — [øː] ไม่มีในภาษาไทย อย่าแทนด้วยสระ เออ วิธีที่ถูกคือ: พูดสระ เอ ค้างไว้ แล้วห่อปากเหมือนจะพูด โอ โดยไม่ขยับลิ้น ผลลัพธ์คือ schön, hören
ü — [yː] วิธีเดียวกัน: พูดสระ อี ค้างไว้ แล้วห่อปากเหมือน อู ลิ้นห้ามถอย ถ้าลิ้นถอยคุณจะได้สระ อือ ของไทย ซึ่งคนเยอรมันจะได้ยินเป็นคนละคำ (Tür, fünf, über)
ß — เรียกว่า Eszett หรือ scharfes S ไม่ใช่ตัว B และไม่ใช่เลข 3 มันคือเสียง ส ไม่ก้อง เฉย ๆ ใน Straße, heißen ข่าวดี: สวิตเซอร์แลนด์เลิกใช้ไปแล้ว เขียนเป็น ss หมด
สี่ตัวที่คนไทยพูดแล้วคนเยอรมันงง
นี่คือรายการที่ทำให้การสะกดชื่อทางโทรศัพท์ล่มทุกครั้ง เพราะสมองเราดึงชื่อภาษาอังกฤษออกมาอัตโนมัติ
- V ไม่ใช่ "วี" แต่คือ "เฟา" และออกเสียงเป็น [f] ในคำส่วนใหญ่ (
Vater= ฟา-เทอะ ไม่ใช่ วา-เทอะ) - W ไม่ใช่ "ดับเบิลยู" แต่คือ "เว" และเป็นเสียง [v] จริง ๆ คือเอาฟันบนแตะริมฝีปากล่าง ไม่ใช่ ว ของไทยที่ห่อปากเฉย ๆ
- J ไม่ใช่ "เจ" แต่คือ "ยอท" และเป็นเสียง ย (
ja= ยา) - Z ไม่ใช่ "แซด" หรือ "ซี" แต่คือ "เซ็ท"
ลองตอนนี้เลย: สะกดชื่อจริงของคุณเป็นภาษาเยอรมันออกเสียงดัง ๆ ถ้าในชื่อมี E, I, V, W หรือ J คุณจะสะดุดตรงนั้นแน่นอน — และนั่นคือตัวที่ต้องฝึก
เสียง G ที่คนไทยไม่มี
เรื่องนี้แทบไม่มีตำราเล่มไหนบอก ในกลุ่มเสียงกัก (เสียงที่ปิดลมแล้วปล่อย) ภาษาไทยมีที่ก้องแค่ บ กับ ด เราไม่มี ก ที่ก้อง เลย
ผลคือเวลาพูด gut, geben, gern เรามักออกมาเป็น ก ธรรมดา ซึ่งยังสื่อสารได้อยู่ เพราะ g ต้นคำของเยอรมันเองก็ก้องไม่เต็มที่ แต่มันยังไม่ใช่เสียงเป้าหมาย วิธีตรวจ: เอามือแตะลำคอแล้วพูด gut ถ้าไม่รู้สึกสั่นก่อนสระจะออก แปลว่ายังไม่ก้อง
ข่าวดีคือ B กับ D คุณได้มาฟรี คนจีนหรือคนเกาหลีต้องฝึกสองตัวนี้ด้วย คุณไม่ต้อง
ตัวอักษรที่จับคู่กันแล้วเปลี่ยนเสียงไปเลย
ส่วนนี้คือสิ่งที่ทำให้การเรียนภาษาเยอรมันเบื้องต้นไปได้เร็วกว่าภาษาอังกฤษมาก เพราะกฎมีไม่กี่ข้อและไม่มีข้อยกเว้นให้ปวดหัว
| ตัวอักษรคู่ | อ่านว่า | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| ei | อาย | Wein, nein, mein |
| ie | อี (ยาว) | Liebe, vier, sieben |
| eu / äu | ออย | Deutsch, Häuser |
| sch | [ʃ] | Schule, Tisch |
| st- / sp- ต้นคำ | [ʃt] / [ʃp] | Straße, sprechen |
สองแถวแรกคือกับดักที่คนไทยพลาดบ่อยที่สุด เพราะสมองเราอ่านซ้ายไปขวาแล้วหยิบตัวแรกมาเป็นเสียงหลัก ความจริงคือสองคู่นี้ต้องท่องเป็นคู่ ไม่ใช่ถอดทีละตัว: ei = "อาย" ส่วน ie = "อี" และห้ามเอาชื่อตัวอักษรเยอรมันในตารางข้างบนมาคิดตรงนี้ เพราะมันจะพาคุณไปผิดทางทั้งสองคู่
ลองทันที: Wein (ไวน์) อ่านว่า "วาย-น" ไม่ใช่ "วี-น" และ vier (สี่) อ่านว่า "ฟีร์" ไม่ใช่ "ฟาย-เออร์"
สิ่งที่ควรจำกลับบ้าน
- E = "เอ", I = "อี" — สลับกับภาษาอังกฤษ นี่คือข้อที่ทำพังบ่อยที่สุด
- V = "เฟา", W = "เว", J = "ยอท", Z = "เซ็ท" — สี่ตัวนี้ท่องให้ขึ้นใจ
- ö กับ ü สร้างจากการห่อปาก ไม่ใช่จากการถอยลิ้น อย่าแทนด้วย เออ หรือ อือ
ตัวอักษรเป็นเรื่องที่ต้อง "ออกเสียง" ไม่ใช่ "อ่านผ่านตา" ดูตารางร้อยรอบก็ไม่ติดปาก คอร์สภาษาเยอรมันของ Prophora จึงเริ่มที่ระดับ A0 ด้วยชื่อตัวอักษรและเสียงของมัน โดยให้คุณพูดออกมาแล้วได้คะแนนการออกเสียงทันทีบนเครื่องตัวเอง