คำถาม "ภาษาเยอรมันยากไหม" ขึ้นอันดับต้น ๆ ทั้งใน Google และในกระทู้ Pantip แต่คำตอบที่เจอส่วนใหญ่ไร้ประโยชน์ เพราะมันตอบว่า "ยาก" หรือ "ไม่ยาก" เฉย ๆ
ความยากของภาษาไม่ใช่คุณสมบัติของภาษา มันคือ ระยะห่างระหว่างภาษาแม่ของคุณกับภาษานั้น ภาษาเยอรมันยากสำหรับคนญี่ปุ่นคนละแบบกับที่ยากสำหรับคนตุรกี และคนละแบบกับที่ยากสำหรับคุณ
เราสร้างเนื้อหาเปรียบเทียบเสียงให้คู่ภาษา 31 คู่ นี่คือสิ่งที่เห็นจากฝั่งไทย–เยอรมันโดยเฉพาะ
สามอย่างที่ภาษาไทยยื่นให้คุณฟรี ๆ
1. เสียงพ่นลม — ภาษาไทยแยก ป/พ, ต/ท, ก/ค ด้วยลมที่พ่นออกมา ภาษาเยอรมันก็พ่นลมที่ต้นคำเหมือนกัน (Peter = [ˈpʰeːtɐ], Tag = [tʰaːk]) คนฮังการี ฝรั่งเศส หรือสเปนต้องฝึกข้อนี้เป็นเดือน เพราะพูด Peter ออกมาแล้วคนเยอรมันได้ยินเป็น Beter คุณทำได้ตั้งแต่วันแรก ใช้ พ ต้นคำแทน p ได้เลย
2. สระสั้น–สระยาว — ในภาษาเยอรมัน ความยาวสระเปลี่ยนความหมาย: Staat (รัฐ) ไม่เท่ากับ Stadt (เมือง), Beet (แปลงดอกไม้) ไม่เท่ากับ Bett (เตียง) คนอังกฤษแยกไม่ออกเลยเพราะภาษาเขาไม่ใช้ความยาวแบบนี้ แต่ภาษาไทยแยก บาท/บัด และ ขาว/เขา มาตั้งแต่เด็ก หูคุณถูกตั้งค่ามาแล้ว (ข้อควรระวังเดียว: สระสั้นของเยอรมันจะ "หย่อน" กว่าด้วย in = [ɪn] ไม่ใช่ [in] สั้น ๆ เฉย ๆ)
3. การสะกดที่ตรงไปตรงมา — ถ้าคุณเคยเจ็บปวดกับภาษาอังกฤษที่ through, though, tough สะกดคล้ายกันแต่อ่านคนละเรื่อง ภาษาเยอรมันจะรู้สึกยุติธรรมมาก เห็นอย่างไรอ่านอย่างนั้นเกือบทั้งหมด เรียนกฎไม่กี่ข้อแล้วอ่านคำที่ไม่เคยเห็นได้ถูกเลย
ข้อโหดที่ 1: der / die / das
ภาษาไทย ไม่มีคำนำหน้านาม ไม่มีเพศของคำนาม ไม่มีการเติมพหูพจน์ ภาษาเยอรมันมีครบทั้งสามอย่าง แถมตารางคำนำหน้านามมี 4 คอลัมน์ (เพศชาย เพศหญิง เพศกลาง และรูปพหูพจน์) คูณการก 4 การก = ช่อง 16 ช่องที่ต้องเลือกให้ถูกทุกครั้งที่พูดถึงคำนาม
และมันไม่มีตรรกะให้จับ das Mädchen (เด็กผู้หญิง) เป็นเพศกลาง die Person (บุคคล) เป็นเพศหญิงเสมอ แม้จะหมายถึงผู้ชาย
แต่มีข่าวดีที่คนไม่ค่อยพูดถึง: คุณฝึกทักษะนี้มาแล้วทั้งชีวิต ภาษาไทยมี ลักษณนาม คุณท่อง "หนังสือ—เล่ม" "หมา—ตัว" "ปากกา—ด้าม" มาตั้งแต่ ป.2 โดยไม่เคยถามหาเหตุผล
วิธีที่ได้ผลจริง: อย่าท่องว่า
Tischแปลว่าโต๊ะ ให้ท่องว่าder Tischเป็นคำเดียวกัน เหมือนที่คุณไม่เคยท่อง "หนังสือ" แยกจาก "เล่ม" คนที่ท่องคำนามเปล่า ๆ ไว้ก่อนแล้วค่อยไปเติมเพศทีหลัง จะไม่มีวันจำได้
ข้อโหดที่ 2: กริยาที่เปลี่ยนรูป และกริยาที่วิ่งไปท้ายประโยค
ภาษาไทยกริยาไม่เคยเปลี่ยนรูป "ไป" คือ "ไป" ไม่ว่าใครไป ไปเมื่อไหร่ ภาษาเยอรมันเปลี่ยนตามประธานทุกตัว: ich gehe, du gehst, er geht, wir gehen
หนักกว่านั้นคือ ลำดับคำ ภาษาไทยเรียงประธาน–กริยา–กรรม แบบค่อนข้างตายตัว ส่วนภาษาเยอรมันบังคับให้กริยาอยู่ ตำแหน่งที่สอง ของประโยคหลักเสมอ ถ้าขึ้นต้นด้วยคำบอกเวลา ประธานต้องถอยไปอยู่หลังกริยา:
Ich fahre morgen nach Berlin.Morgen fahre ich nach Berlin.← ไม่ใช่ Morgen ich fahre
และในอนุประโยค กริยาจะกระโดดไป ท้ายสุด: Ich weiß, dass er morgen nach Berlin fährt.
ข้อนี้ไม่ใช่เรื่องท่องจำ มันคือการรื้อรีเฟล็กซ์ และต้องพูดออกมาหลายร้อยครั้งกว่าจะเข้าที่
ข้อโหดที่ 3: ท้ายพยางค์ (ข้อที่คนประเมินต่ำที่สุด)
ภาษาไทยมีตัวสะกดได้แค่ 8 เสียง และตัวสะกด ก ด บ เรา ไม่ปล่อยลมออก — กักลมไว้แล้วจบ นอกจากนี้ภาษาไทย ไม่มีพยัญชนะควบท้ายคำเลยแม้แต่แบบเดียว
ภาษาเยอรมันมีคำว่า Herbst (ฤดูใบไม้ร่วง) ที่ลงท้ายด้วยพยัญชนะสี่ตัวรวด และ Strumpf (ถุงเท้า) ที่มีสามตัวข้างหน้าและสามตัวข้างหลัง
นี่คือจุดที่คนไทยเสียคะแนนความเข้าใจมากที่สุด มากกว่า ö ü หรือ ich เสียอีก เพราะเมื่อเราตัดตัวสะกดทิ้งหรือแทรกสระเข้าไปกลางกลุ่มพยัญชนะ คำนั้นจะกลายเป็นคำอื่นหรือไม่เหลือความหมายเลย
แล้วตกลงยากแค่ไหน
ตอบแบบไม่อ้อมค้อม: ไวยากรณ์ยากกว่าภาษาอังกฤษชัดเจน แต่การออกเสียงง่ายกว่าและคาดเดาได้กว่ามาก
คนไทยส่วนใหญ่ที่เรียนอย่างสม่ำเสมอใช้เวลาราว 4–8 เดือนถึงระดับ A1 สิ่งที่ทำให้คนเลิกกลางคัน แทบไม่เคยเป็นเรื่อง der/die/das — แต่เป็นการที่พูดออกไปแล้วคนฟังทำหน้างง ทั้งที่ประโยคถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ทุกตัวอักษร
สิ่งที่ควรจำกลับบ้าน
- คุณได้เสียงพ่นลมและสระสั้น–ยาวมาฟรี อย่าเสียเวลาฝึกสิ่งที่คุณทำเป็นอยู่แล้ว
- ท่องคำนำหน้านามติดกับคำนามเสมอ เหมือนลักษณนามไทย นี่ประหยัดเวลาคุณเป็นปี
- ลงแรงที่ท้ายพยางค์ ไม่ใช่ที่ต้นพยางค์ นั่นคือจุดที่สำเนียงไทยถูกจับได้ทันที
ปัญหาคือข้อ 3 เป็นสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ยิน หูเราปรับเสียงเยอรมันให้กลายเป็นเสียงไทยที่ใกล้ที่สุดโดยอัตโนมัติ คอร์สภาษาเยอรมันของ Prophora จึงให้คะแนนการออกเสียงทันทีตั้งแต่บทแรก — เพื่อให้คุณได้ยินสิ่งที่ปากคุณทำจริง ไม่ใช่สิ่งที่สมองคุณคิดว่าทำ