คำถาม "ภาษาเยอรมัน A1 ยากไหม" กับ "B1 ยากไหม" ถูกค้นหาทุกวัน และคำตอบที่เจอมักเป็นความรู้สึกล้วน ๆ
เริ่มจากตัวเลขก่อน แล้วค่อยพูดถึงสิ่งที่ตัวเลขไม่บอก
ชั่วโมงเรียนตามเกณฑ์ของสถาบันเกอเธ่
ตัวเลขข้างล่างเป็น คาบเรียน คาบละ 45 นาที และเป็นยอด สะสม จากศูนย์ถึงระดับนั้น
| ระดับ | ทำอะไรได้ | คาบสะสม |
|---|---|---|
| A1 | แนะนำตัว ซื้อของ ถามทาง ประโยคพื้นฐาน | ~80–200 |
| A2 | บทสนทนาประจำวันแบบง่าย | ~200–350 |
| B1 | เอาตัวรอดได้เองในชีวิตประจำวันและที่ทำงาน | ~350–650 |
| B2 | สนทนาคล่อง ใช้ทำงานได้จริง | ~600–800 |
| C1 | ใช้ภาษาอย่างละเอียดอ่อน เรียนมหาวิทยาลัยได้ | ~800–1,000 |
นี่คือชั่วโมงเรียน ไม่ใช่เวลาบนปฏิทิน และคาบละ 45 นาที หมายความว่า B2 ที่ 600–800 คาบ = เวลาจริงราว 450–600 ชั่วโมง ถ้าเรียนสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง กว่าจะถึง B2 คือราวสามถึงสี่ปี ถ้าเรียนสัปดาห์ละ 10 ชั่วโมง ประมาณหนึ่งปี
A1 ยากไหม
ไม่ยาก — แต่ไม่ได้ง่ายอย่างที่โฆษณา
ไวยากรณ์ระดับ A1 ไม่ซับซ้อน — กริยาปัจจุบัน sein/haben การก Nominativ กับ Akkusativ กริยาช่วยกลุ่ม modal กริยาที่แยกส่วนได้ และ Perfekt แบบพื้นฐาน สิ่งที่ทำให้คนไทยสะดุดในสามเดือนแรกมีสองเรื่อง
หนึ่ง der/die/das มาตั้งแต่บทที่หนึ่ง ภาษาไทยไม่มีคำนำหน้านามและไม่มีเพศของคำนาม คุณจึงไม่มีตะกร้าในหัวให้ใส่ และถ้าเริ่มด้วยการท่องคำนามเปล่า ๆ แล้วคิดว่าค่อยเติมเพศทีหลัง คุณจะเจ็บตัวตอน A2
สอง ระบบเสียงใหม่ทั้งระบบ ภายในสามเดือนแรกคุณต้องเลิกใส่วรรณยุกต์ เริ่มปล่อยลมที่ตัวสะกดท้ายคำ และออกเสียงพยัญชนะควบที่ภาษาไทยไม่เคยอนุญาต นี่ยากกว่าไวยากรณ์ A1 ทั้งเล่มรวมกัน
คนไทยที่เรียนสม่ำเสมอถึง A1 ประมาณ 4–8 เดือน
B1 ยากไหม
นี่คือระดับที่คนส่วนใหญ่ถอดใจ และไม่ใช่เพราะเนื้อหาเยอะขึ้นเฉย ๆ
ที่ B1 สามอย่างมาพร้อมกัน: อนุประโยคขยายนาม (Relativsatz) ที่กริยากระโดดไปท้ายสุด (der Mann, der dort wohnt) — ประโยค weil/dass แบบง่ายคุณเจอมาตั้งแต่ A2 แล้ว — Konjunktiv II สำหรับพูดแบบสุภาพและสมมติ และ Passiv
แต่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงอยู่ที่อื่น: จนถึง A2 คุณพูดด้วยประโยคที่ท่องมา พอถึง B1 คุณต้อง ประกอบประโยคสด ๆ และตอบคำถามที่ไม่ได้เตรียมไว้
ช่วง A2 → B1 เป็นช่วงที่กินชั่วโมงเยอะที่สุดช่วงหนึ่ง และเป็นช่วงที่รู้สึกว่าไม่ก้าวหน้า ทั้งที่ก้าวหน้าอยู่
B2 ยากไหม
น่าแปลกว่า หลายคนบอกว่า B2 ไม่โหดเท่า B1 เพราะโครงสร้างไวยากรณ์ใหม่แทบไม่มีแล้ว
สิ่งที่ B2 วัดคือ ความเร็วและระดับภาษา คุณต้องฟังคนพูดเร็วปกติได้ ต้องเถียงให้เหตุผลเป็น และต้องแยกออกว่าประโยคไหนใช้กับเจ้านาย ประโยคไหนใช้กับเพื่อน — ทั้งที่สองประโยคถูกไวยากรณ์เท่ากัน
สำหรับคนไทย ข้อนี้มีข้อได้เปรียบซ่อนอยู่: ภาษาไทยเองมีระบบระดับภาษาที่ละเอียดมาก (ครับ/ค่ะ คำราชาศัพท์ สรรพนามสิบกว่าตัว) คุณเข้าใจแนวคิดเรื่อง "พูดคนละแบบกับคนละคน" ดีกว่าคนอังกฤษหรือคนอเมริกันเสียอีก แค่ต้องเรียน du กับ Sie ให้แม่น
คุณต้องใช้ระดับไหนจริง ๆ
นี่คือส่วนที่ควรดูก่อนจ่ายค่าคอร์ส เพราะคนไทยจำนวนมากเรียนเกินหรือขาดความจำเป็น
- A1 — มักเป็นเงื่อนไขของวีซ่าติดตามคู่สมรสไปเยอรมนี (สอบ Start Deutsch 1)
- B1 — ระดับที่นายจ้างมักขอสำหรับงานทั่วไป และเป็นระดับที่หลายแห่งกำหนดสำหรับระบบฝึกอาชีพ (Ausbildung)
- B2 — โดยทั่วไปเป็นมาตรฐานของสายสุขภาพและพยาบาล รวมถึงการเทียบวุฒิวิชาชีพหลายสาขา
- C1 — สำหรับเรียนปริญญาในมหาวิทยาลัยเยอรมัน (บางหลักสูตรรับ B2)
เงื่อนไขพวกนี้เปลี่ยนได้และต่างกันตามรัฐและตามอาชีพ ตรวจสอบกับสถานทูตหรือหน่วยงานปลายทางเสมอ ก่อนวางแผนระยะยาว
และความเห็นตรง ๆ: คนส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องถึง C1 ถ้าเป้าหมายคือใช้ชีวิตและทำงานในเยอรมนี B2 เพียงพอมาก ส่วนอีก 200–300 คาบที่ต้องใช้ขึ้น C1 เอาไปทุ่มกับการออกเสียงให้ชัดคุ้มกว่าเยอะ
ความจริงที่ตารางไม่บอก
ระดับการออกเสียงของคุณไม่ได้เดินไปพร้อมระดับ CEFR
คุณมีคำศัพท์ B2 กับการออกเสียงระดับ A2 พร้อมกันได้สบาย ๆ และมันเกิดขึ้นบ่อยมาก เพราะข้อสอบวัดระดับให้น้ำหนักกับไวยากรณ์และคำศัพท์เป็นหลัก
ปัญหาคือคนที่คุยกับคุณ ไม่ได้ยินไวยากรณ์ของคุณ เขาได้ยินเสียงของคุณ คนระดับ B1 ที่พูดชัดมักถูกมองว่า "เก่งเยอรมัน" มากกว่าคนระดับ B2 ที่ฟังยาก
สิ่งที่ควรจำกลับบ้าน
- A1 ไม่ยาก แต่ด่านจริงคือระบบเสียง ไม่ใช่ไวยากรณ์
- B1 คือจุดที่คนถอดใจ เพราะต้องเลิกพูดจากบทที่ท่องไว้
- B2 พอสำหรับเกือบทุกเป้าหมาย อย่าไล่ตาม C1 ถ้าไม่มีเหตุผลชัดเจน
คอร์สภาษาเยอรมันของ Prophora ไล่ตั้งแต่ A0 ถึง C1 และทำสิ่งเดียวกันในทุกระดับ — คุณพูด แล้วระบบบอกทันทีว่าหลุดจากเสียงเป้าหมายตรงไหน เพราะไวยากรณ์นั้นอินเทอร์เน็ตสอนคุณได้ฟรีอยู่แล้ว แต่การออกเสียงของคุณไม่มีใครฟังให้